dot dot
dot
คุยกับฝรั่ง

คุยกับฝรั่ง (แนะนำตัว)

 บทที่ 1 ทำความรู้จัก

วันนี้ขณะกินข้าวอยู่ น้องคนหนึ่งเปรยถามขึ้นมาว่า พี่ครับ ทำยังไงถึงจะพูดอังกฤษได้ ผมเห็นฝรั่งแล้วอยากจะพูดด้วย แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี

 

อันที่จริงเวลาอยากคุยกับฝรั่ง ก็เหมือนกับเวลาเราอยากคุยกับคนไทยด้วยกันเองนั่นเอง คนที่อยากเริ่มคุยกับฝรั่งก็ต้องไม่อาย ไม่กลัวที่จะพูดผิด แล้วฝรั่งที่ดีเขาจะอดทนฟังเรา คอยช่วยเรา พยายามเข้าใจเรา ถ้าเขาทำท่าอึดอัด ก็แสดงว่าเขาไม่เต็มใจ ต่อให้พูดรู้เรื่อง เขาก็ไม่อยากฟัง ไม่อยากเข้าใจ ก็ไม่ต้องคุยต่อ เสียเวลาแล้วพาลจะทำให้เราเสียความมั่นใจ

 

ว่าแล้วก็ถือโอกาสสอนวิธีการทักทายง่าย ๆ แบบไม่ต้องเรื่องมากให้ปวดหัว จำให้ได้สักแบบหนึ่งก่อนก็พอ เมื่อคล่องแล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มแบบอื่นเข้าไป

 

การเริ่มต้นสนทนากับคนที่เราไม่รู้จัก ต้องเริ่มจากการทักทายแล้วบอกเขาว่าเราเป็นใครก่อน พูดไปเลยง่าย ๆ ว่า

 

-          Good morning (หรือ Good afternoon, good evening ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเช้า บ่ายหรือเย็น) แล้วก็ต่อว่า I’m Tony. (ยื่นมือให้เขาจับด้วยก็ดี) And you ? (แล้วคุณล่ะ) การเข้าไปทักเขาต้องหาโอกาสดี ๆ ด้วย ถ้าเขากำลังยุ่งอยู่ก็อย่าไปกวนเขา เดี๋ยวแทนที่จะได้เพื่อนกลับได้ศัตรู หาจังหวะตอนเขาว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็แล้วกัน

 

-          ถ้าเขาเป็นฝรั่งที่มีมารยาท เขาก็จะทักทายกลับ เช่น Good morning (ถ้าเขาจะเปลี่ยนเป็น Hi หรือ Hello ก็ไม่ต้องตกใจจนเสียสติ) แล้วก็แนะนำตัวเอง เช่น I’m Harry. Glad to know you. หรือ Nice to meet you.

 

-          พอเขาตอบว่ายินดีที่ได้รู้จัก ก็ไม่ต้องคิดมาก พูดซ้ำประโยคเขาเลย ว่า Glad to know you, too. หรือ Nice to meet you, too. เติม too ที่แปลว่า "ด้วย" เข้าไปหน่อย ทีนี้ก็ต้องหาเรื่องพูดต่อ เอาเรื่องง่าย ๆ เข้าไว้ก่อน เช่น ถามเขาว่าทำงานหรือเรียน Are you working here? Or you are a student? (ขึ้นเสียงสูงท้ายประโยคด้วย)

 

-          Well, I’m a computer graphic designer. คนส่วนใหญ่ที่ทำงานแล้วมักจะภูมิใจในหน้าที่การงานตน อยากอวดนั่นเอง ดังนั้นพอถามเรื่องงาน เขาก็มักจะรีบบอกว่าเขาทำอาชีพหรือตำแหน่งอะไร คนนี้เป็นนักออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิก

 

-          Oh, great! เยี่ยมเลย ชมเขาหน่อย แล้วเราค่อยบอกว่าเราทำงานอะไร เช่น I’m a manager (หรือ an employee ลูกจ้าง) in a company. เป็นผู้จัดการบริษัท ถ้าพูดแค่นี้ก็จะเปิดช่องให้ฝรั่งถามต่อ เพราะฝรั่งมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าคนไทย ถ้ากลัวว่าฝรั่งจะถามแล้วฟังไม่ออกก็ชิงความได้เปรียบด้วยการต่อท้ายประโยคอีกสักนิดว่า Company เราทำอะไรเสียเลย เช่น A software development company (บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์), cosmetics company (บริษัทขายเครื่องสำอาง), advertising company (บริษัทโฆษณา) หรือจะพูดเป็นประโยคง่าย ๆ ก็ได้ว่า We sell … เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็ขายของอยู่แล้ว ถ้าขายหนังสือ ก็บอกว่า We sell books. หรือ We sell business software solutions. เราขายโปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับทำธุรกิจ เป็นต้น ลองไปสำรวจดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองขายอยู่ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ถ้าไม่รู้ก็ถือว่าไม่ใส่ใจในสินค้าตนเอง พฤติกรรมนี้ไม่ดี

 

ลองมาสรุปอีกที

 

-          Good morning. I’m Tony. And you? {กึดมอร์นิง อัมโท้หนี่ แอนยู้}

-          Hi. I’m Harry. Glad to know you. {ไฮ อัมแฮหรี่ แกลดทุโนวยู}

-          Glad to know you, too. Are you working here? Or you are a student? {แกลดทุโนวยูทู่ อาร์ยูเวิร์กกิงเฮี๊ยร์ ออร์ยูอาร์ เอ สทิวดึ้นท์}

-          Well, I’m a computer graphic designer. {เวล อัมเอคัมพิวเทอร์ แกรฟฟิก ดีไซเหน่อร์}

-          Oh, great! I’m an employee in a company. A software development company. We sell business software solutions. {โอ เกรท อัมแอนเอมพลอยยิ อินเอคัมพะหนี่ เอ ซอฟท์แวร์คัมพะหนี่ วีเซลบิซิเนสซอฟต์แวร์โซลุชึ่นส}

 

ถ้ารู้สึกว่าหมดมุข นึกอะไรไม่ออก ก็ถอนทัพกลับได้แล้ว กลับบ้านไปเตรียมตัว แล้วค่อยกลับมาคุยใหม่ก็ได้ แล้วจะถอนตัวยังไงล่ะ หลายคนเปิดบทสนทนาได้ แต่ปิดไม่เป็น เอาง่าย ๆ เลยพูดว่า

 

 

-          Well, I’ve got to go. Glad to meet you and hope to see you again. {เวล อัฟก็อตทุโก แกลดทุมีททิว แอนด์โฮปทุซียูอะเกน} เอ่อ ต้องไปก่อนแล้ว ดีใจที่ได้พบคุณและหวังว่าจะเจอกันอีก

-          Thank you. See you later. {แธงกิว ซียเลเทอร์} ขอบคุณ แล้วเจอกัน

 

ปิดแล้วปิดเลย เดินจากไปอย่างมาดมั่น อย่าทำเงอะ ๆ งะ ๆ หันรีหันขวาง ประเภทอยากคุยต่อแต่ไม่รู้จะคุยอะไรนั้นอย่าทำ ฝรั่งค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัวสูง ถ้าไม่มีเรื่องคุยแล้วจะอยู่ทำซากอะไร ไว้วันหน้าเจอกันแล้วค่อยคุยกันต่อก็ได้...จบ

 

บทที่ 2 ทำความรู้จัก (ต่อ)

 

ในบทที่ 1 สอนวิธีการเปิดและปิดการสนทนาแบบง่าย ๆ ไปบางส่วนแล้ว บทที่ 2 จะเพิ่มเติมเผื่อเอาไว้อีกสักเรื่อง

 

จากประสบการณ์ เวลาแนะนำชื่อตัวเองกับฝรั่ง ฝรั่งจะงงทุกทีเพราะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อคนไทย และมักจะถามกลับมาว่า อะไรนะ เช่น

 

-          Good morning. I’m Apichart. And you?

-          Pardon? What’s your name? {พาร์ดั๊น วอทส์ยัวร์เนม}

 

ถ้าเจอแบบนี้ก็ค่อย ๆ บอกเขาว่า My name is A-pi-chart. ถ้าฝรั่งยังทำหน้างง ๆ ก็สะกดให้เขาสักหน่อยจะเป็นไรไป A-p-i-c-h-a-r-t, Apichart. แต่ถ้าชื่อคุณออกเสียงยากมาก ๆ หรือเสี่ยงต่อการเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น นางสาวฟักมี (ใกล้คำว่า F...ck me หรือ มาอึ้บฉันสิอย่างเลี่ยงไม่ได้) หรือ นายพินิศ (ใกล้คำว่า Penis ซึ่งแปลว่าอวัยวะเพศชาย) ก็ตั้งชื่อฝรั่งให้กับตัวเองเสียเลยสิ้นเรื่อง อย่างที่ชาวจีนหรือไต้หวันเขานิยมทำกัน เพราะทำให้ฝรั่งจดจำชื่อเราได้ง่ายขึ้น เวลาจะนึกถึงหรือเรียกขานก็จะง่าย ชื่อฝรั่งเก๋ ๆ ก็มีมากมาย ของผู้ชายเช่น Phil, Keven, Kevin, Kelvin, Bob, Tom, Sam ส่วนของผู้หญิงก็มีอย่าง Anna, Annette, Sophie, Laura, Rose อะไรทำนองนี้ เลือกมาเถิดสักชื่อ แล้วคุณจะเห็นว่าการสื่อสารกับฝรั่งจะง่ายขึ้นอีกเยอะ

 

ถ้าฝรั่งพยายามจำชื่อเรา แต่จำไม่ได้สักที ก็บอกไปเลยว่า

-          My English nickname is Tony. {มายอิงลิชนิคเนมอีส โทหนี่} ชื่อเล่นภาษาอังกฤษผมคือโทนี่ (ของไทยเรียกโทนี่ แต่ฝรั่งจะออกเสียง โทหนี่)

-          Ahhh! Tony!

 

ฝรั่งจะดีใจมากที่จะได้ไม่ต้องใช้เวลาทั้งวันมานั่งท่องชื่อเรา แถมยังป้องกันไม่ให้เขาเรียกชื่อเราผิดมั่ว ๆ ด้วย คราวหน้าพอเจอหน้ากัน จะได้ทักทายกันได้อย่างไม่เคอะเขิน ขอยืนยันว่า การลืมชื่อคู่สนทนาเป็นอุปสรรคสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์ ดังนั้น จงหาชื่อง่าย ๆ ให้ฝรั่ง เขาจะได้ทักทายเราได้สะดวกใจ แล้วก็จำชื่อฝรั่งให้แม่น ๆ ด้วยก็จะดี เพราะหลายครั้ง คนไทยไม่กล้าเข้าไปทักฝรั่งที่เคยคุยด้วย เหตุเพราะลืมชื่อฝรั่งนั่นเอง

 

ทีนี้บทสนทนาเราก็ยาวขึ้น

 

-          Good morning. I’m Apichart. And you? {กึดมอร์นิง อัมอภิชาต แอนยู้}

-          Pardon? What’s your name? {พาร์ดั๊น วอทส์ยัวร์เนม}

-          My name is A-pi-chart. A-P-I-C-H-A-R-T, Apichart.

-          A-pi…What????

-          My English nickname is Tony. {มายอิงลิชนิคเนมอีส โทหนี่}

-          Ahhh! Tony! Hi. I’m Harry. Glad to know you. {อ้าาา โทหนี่ ไฮ อัมแฮรี แกลดทุโนวยู}

-          Glad to know you, too. Are you working here? Or you are a student? {แกลดทุโนวยูทู อาร์ยูเวิร์กกิงเฮี๊ยร์ ออร์ยูอาร์ เอ สทิวดึ้นท์}

-          Well, I’m a computer graphic designer. {เวล อัมเอคัมพิวเทอร์ แกรฟฟิก ดีไซเหน่อร์}

-          Oh, great! I’m an employee in a company. A software development company. We sell business software solutions. {โอ เกรท อัมแอนเอมพลอยยิ อินเอคัมพะหนี่ เอ ซอฟท์แวร์คัมพะหนี่ วีเซลบิซิเนสซอฟต์แวร์โซลุชึ่นส}

............................................................

-          Well, I’ve got to go. Glad to meet you and hope to see you again. {เวล อัฟก็อตทุโก แกลดทุมีททิว แอนด์โฮปทุซียูอะเกน}

-          Thank you. See you later. {แธงกิว ซียเลเทอร์}

 

คำว่า Pardon (พาร์ดัน) แปลว่า อะไรนะ หรือพูดอีกทีสิ ต้องฝึกให้ติดปากไว้เลย หรือจะใช้ Again please ก็ได้ แต่ Pardon ดูน่าใช้มากกว่า เพราะฟังไม่เหมือนไปสั่งเขาเหมือน Again please  เช่น

 

-          Well, I’m a computer graphic designer.

-          Pardon?

-          I’m a computer graphic designer.

บางทีถ้าได้ยิน Pardon me? ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคนอเมริกันจะพูดแบบนี้ ...จบ

บทที่ 3 ทำความรู้จัก (ต่อ)

ในบทสนทนาที่ผ่านมา เมื่อเราถามฝรั่งว่า เขาทำงานหรือเป็นนักเรียน Are you working here? Or you are a student? แล้วเขาตอบว่า I’m a student. เนื้อหาการคุยก็จะเปลี่ยนไป อาจจะลองถามเขาว่าเขาเรียนอะไรอยู่ด้วยคำถามง่าย ๆ เช่น What are you studying? แล้วเขาก็จะบอกสาขาวิชาที่เขาเรียน เช่น

 

MBA ปริญญาโทบริหารธุรกิจ

Journalism วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

Food science วิทยาศาสตร์การอาหาร

Law กฎหมาย เป็นต้น

 

แต่สาขาวิชาบางสาขาก็มีชื่อย่อซับซ้อน เหลือจะเดา คนเรียนเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืออะไร อย่างเช่น MA in BL หรือ MA in TRM ถ้าเราฟังแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ก็ไม่ต้องไปทำหน้าทำตารู้ดี ฝรั่งเป็นพวกจับความรู้สึกเก่ง พอเห็นเราทำท่ารู้ดีแบบไม่เนียน เขาก็จะถาม Do you know it? คุณรู้จักด้วยเหรอ เอาละสิ คราวนี้จะ Yes หรือจะ No ก็เงอะงะไปหมด ถ้าไม่รู้ก็ถามไปเลยตั้งแต่แรกว่า MA in BL หรือ MA in TRM น่ะ มันคืออะไร แล้วคำถามก็ง่ายมาก What is it? แค่นี้เอง เช่น

 

-          Are you working here? Or you are a student?

-          I’m a student.

-          What are you studying? {วอททาร์ยูสตัดดิอิ่ง}

-          I’m studying MA in TRM. {อัมสตัดดิอิ้ง เอ็มเอ อิน ทีอาร์เอ็ม}

-          What is it? {วอทอีสสิด}

-          Master of Arts in Tourism Management. {แมสเตอร์ออฟอาร์ส อินเทอริสซึ่มแมเนจมึนท์}

 

อ๋อ ที่แท้ก็เรียนปริญญาโท สาขาบริหารจัดการการท่องเที่ยว ถ้าเป็น MA in BL ก็จะเป็น Master of Arts in Business Law ปริญญาโทกฎหมายธุรกิจการค้านั่นเอง

 

อย่าไปอายที่จะถาม และอย่าไปอายที่จะบอกว่าเราไม่รู้จัก ดีกว่าไปเสแสร้งตาลอยทำเป็นรู้ ถ้าเจอฝรั่งใจร้ายอยากแกล้ง เขาก็จะถามไล่จนเราจนมุม อาย เสียความรู้สึก เสียความมั่นใจและเกิดอาการเกลียดฝรั่งเสียเปล่า ๆ

 

เมื่อถามข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาได้แล้ว ก็อย่าลืมบอกข้อมูลตัวเองบ้าง การสนทนาที่ดีจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ไม่ใช่เอาแต่ถาม ๆๆๆๆ เขาฝ่ายเดียว

ถ้าเรายังไม่ได้ทำงาน เป็นนักศึกษาอยู่ก็บอกเขาไปเลยว่า ฉันเรียนอะไรอยู่ เช่น

 

I’m studying Law. ฉันเรียนกฎหมาย

I’m studying BA. ฉันเรียนบริหารธุรกิจ

I’m studying IT. ฉันเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศ

แล้วจะบอกต่อว่าที่มหาวิทยาลัยไหน ก็ใช้ at บวกชื่อสถานศึกษาเข้าไปเลย เช่น

 

I’m studying Computer Science at Ramkamhaeng university. ฉันเรียนวิทย์-คอม ที่รามฯ เป็นต้น

 

าดูว่าบทสนทนาเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

 

-          Good morning. I’m Apichart. And you? {กึดมอร์นิง อัมอภิชาต แอนยู้}

-          Pardon? What’s your name? {พาร์ดั๊น วอทส์ยัวร์เนม}

-          My name is A-pi-chart. A-P-I-C-H-A-R-T, Apichart.

-          A-pi…What????

-          My English nickname is Tony. {มายอิงลิชนิคเนมอีส โทหนี่}

-          Ahhh! Tony! Hi. I’m Harry. Glad to know you. {อ้าาา โทหนี่ ไฮ อัมแฮหรี่ แกลดทุโนวยู}

-          Glad to know you, too. Are you working here? Or you are a student? {แกลดทุโนวยูทู อาร์ยูเวิร์กกิงเฮี๊ยร์ ออร์ยูอาร์ เอ สทิวดึนท์}

-          I’m a student. {อัม เอ สทิวดึนท์}

-          What are you studying? {วอททาร์ยูสตัดดิอิ่ง}

-          I’m studying MA in TRM. {อัมสตัดดิอิ้ง เอ็มเอ อิน ทีอาร์เอ็ม}

-          What is it? {วอทอีสสิท}

-          Master of Arts in Tourism Management. {แมสเตอร์ออฟอาร์ส อินเทอริสซึ่มแมเนจมึนท์}

-          Oh! Great! I’m studying Computer Science at Ramkamhaeng university. {โอ้ เกรท อัมสตัดดิอิงคัมพิวเตอร์ซายส์แอทรามคำแหงยูนิเวอร์ซิถี่} (“ถี่” ไม่ใช่ “ตี้”)

.........................................................

-          Well, I’ve got to go. Glad to meet you and hope to see you again. {เวล อัฟก็อตทุโก แกลดทุมีททิว แอนด์โฮปทุซียูอะเกน}

-          Thank you. See you later. {แธงกิ่ว ซียเลเถ่อร์} (ลงเสียงต่ำไว้ด้วย “เถ่อ” ไม่ใช่ “เท่อ”)

เริ่มต้นคุยได้แค่นี้ก็ถือว่าเก่งแล้วละ....จบ

 

 --------------------- ขอขอบคุณ Ajarn Apichart  Depuis และขออนุญาต นำบทความ ลงในกระทู้ --------------------

 บทที่ 4 ทำความรู้จัก (ต่อ)

 หลังจากถามว่าฝรั่งคนนั้น เป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ แล้วรู้สึกว่าเราคุยรู้เรื่อง เกิดอาการฮึกเหิม ไม่อยากกลับบ้าน อยากคุยต่อ คำถามอื่นที่มักจะได้ยินบ่อย ๆ กับคนต่างชาติก็คือ คุณมาจากประเทศไหน

 

ถามง่าย ๆ ว่า Where are you from? หรือจะให้ซับซ้อนอีกนิดก็ถามว่า

Where do you come from? ก็ได้

 

พอถามเสร็จก็ต้องเงี่ยหูฟังให้ดีว่าเขามาจากประเทศไหน เช่น England {อิ๊งหลั่น} America {อะเมริก่า} หรือ Australia {ออสเตร้เหลี่ย} อันหลังนี้ก็เหงื่อตกหน่อยนะ เพราะสำเนียงไม่ค่อยคุ้นหูนัก โดยเฉพาะตัว A ที่เราคุ้นกัน จะออกเสียงเป็น {อาย} ดังนั้น ประโยคที่ว่า I go today. จะออกเสียงเป็น {ไอโกทูดาย} ออกเสียงเหมือนประโยคที่ว่า I go to die. ฉันจะไปตาย แล้วจะพาลให้เข้าใจเมื่อเขาถามเราต่อ Do you want to go with me today? ว่าแปลว่า จะไปตายด้วยกันไหม

 

พอเขาบอกว่ามาจากที่ไหน เช่นมาจากอังกฤษ ก็ชมประเทศเขาสักหน่อยว่า Your country is beautiful. ประเทศคุณสวย แต่การชมแบบนี้อาจทำให้ฝรั่งคิดไปเองว่า เราเคยไปเที่ยวบ้านเขามาแล้ว เขาก็จะถามเราว่า Have you ever been there? คุณเคยไปมาแล้วหรือ ถ้ายังไม่เคยไปอย่าดันทุรังตอบ Yes เข้าไปล่ะ เพราะเดี๋ยวฝรั่งใจร้ายแกล้งถามต่อว่า ไป London {ลันดั่น} มาใช่ไหม เราก็จะตอบ Yes ไป WashingtonDC {วอชิงตั่น ดีซี} มาด้วยใช่ไหม เราก็จะตอบ Yes ทีนี้ก็ปล่อยไก่แล้ว เพราะวอชิงตันมันอยู่สหรัฐโน่น

 

ถ้าไม่อยากให้ฝรั่งถามต่อ ก็บอกตั้งแต่แรกเลยว่า Your country is beautiful. I’ve seen it on TV. ประเทศคุณสวยนะ ฉันเคยเห็นในทีวี ทีนี้เขาก็จะตอบ Thank you. แล้วก็ชมว่า Your country is beautiful, too! ขอบคุณประเทศของคุณก็สวยเหมือนกัน

 

เราก็พูดเล่นตามสไตล์คนไทยได้หน่อยว่า Yes, but it’s hot. Very hot!!!! สวย แต่ร้อน ร้อนมากกกกกก.... ฝรั่งส่วนใหญ่จะเห็นด้วยทันที แล้วก็จะทำหน้าตาท่าทางอ่อนใจปนทรมานกับความร้อนในเมืองไทยให้เราเห็น บางทีก็ออกเสียงด้วยว่า Oh yeahhhh!!!! ใช่เลย

 

เนื้อหาการคุยก็เพิ่มขึ้น

 

-          Good morning. I’m Apichart. And you? {กึดมอร์นิง อัมอภิชาต แอนยู้}

-          Pardon? What’s your name? {พาร์ดั๊น วอทส์ยัวร์เนม}

-          My name is A-pi-chart. A-P-I-C-H-A-R-T, Apichart.

-          A-pi…What????

-          My English nickname is Tony. {มายอิงลิชนิคเนมอีส โทหนี่}

-          Ahhh! Tony! Hi. I’m Harry. Glad to know you. {อ้าาา โทหนี่ ไฮ อัมแฮหรี่ แกลดทุโนวยู}

-          Glad to know you, too. Are you working here? Or you are a student? {แกลดทุโนวยูทู อาร์ยูเวิร์กกิงเฮี๊ยร์ ออร์ยูอาร์ เอ สทิวดึนท์}

-          I’m a student. {อัม เอ สทิวดึนท์}

-          What are you studying? {วอททาร์ยูสตัดดิอิ่ง}

-          I’m studying MA in TRM. {อัมสตัดดิอิ้ง เอ็มเอ อิน ทีอาร์เอ็ม}

-          What is it? {วอทอีสสิท}

-          Master of Arts in Tourism Management. {แมสเตอร์ออฟอาร์ส อินเทอริสซึ่มแมเนจมึนท์}

-          Oh! Great! I’m studying Computer Science at Ramkamhaeng university. {โอ้ เกรท อัมสตัดดิอิงคัมพิวเตอร์ซายส์แอทรามคำแหงยูนิเวอร์ซิถี่}

-          Where are you from? {แวร์อาร์ยูฟร่อม}

-          I’m from England. {อัมฟรอมอิ๊งหลั่น}

-          Your country is beautiful. I’ve seen it on TV. {ยัวร์คันทรี่อิสบิ้วทิฟุล อัฟซีนอิทออนทีหวี่}

-          Thank you. Thailand is beautiful, too. {แธงกิ่ว ไท้หลั่นอิสบิ้วทิฟุล ทู่}

-          Yes, but it’s hot! Very HOT! {เยส บัทอิสฮอท เฝหรี่ ฮอท}

-          Oh, yeahhh!!! {โอ้ เย...}

.........................................................

-          Well, I’ve got to go. Glad to meet you and hope to see you again. {เวล อัฟก็อตทุโก แกลดทุมีททิว แอนด์โฮปทุซียูอะเกน}

-          Thank you. See you later. {แธงกิ่ว ซียเลเถ่อร์}

 

กลับบ้านได้หรือยังล่ะทีนี้.......จบ

 

 

ขอขอบคุณ และขออนุญาต Ajarn Apichart  Depuis นำบทความประกอบการเรียนภาษาต่างประเทศ มรส

บทที่ 5 ทำความรู้จัก (จบ)

 มีน้องถามต่อว่า ถ้าคนที่เราเข้าไปคุยด้วย ไม่ได้มาทำงาน ไม่ได้มาเรียน แต่เป็นนักท่องเที่ยว เราจะคุยอะไรกับเขาได้บ้าง

 

ยิ่งเป็นนักท่องเที่ยว Tourist {เท้อริสท์} ยิ่งเข้าไปคุยด้วยง่ายใหญ่ เพราะนักท่องเที่ยวมักอยากรู้จักและพูดคุยกับคนท้องถิ่นอยู่แล้ว เราก็เริ่มจากการทักทายเหมือนที่สอนมาในบทก่อน ๆ

 

-          Good morning. I’m Apichart. And you? {กึดมอร์นิง อัมอภิชาต แอนยู้}

-          Pardon? What’s your name? {พาร์ดั๊น วอทส์ยัวร์เนม}

-          My name is A-pi-chart. A-P-I-C-H-A-R-T, Apichart.

-          A-pi…What????

-          My English nickname is Tony. {มายอิงลิชนิคเนมอีส โทหนี่}

-          Ahhh! Tony! Hi. I’m Harry. Glad to know you. {อ้าาา โทหนี่ ไฮ อัมแฮหรี่ แกลดทุโนวยู}

-          Glad to know you, too. Are you working here? Or you are a student? {แกลดทุโนวยูทู อาร์ยูเวิร์กกิงเฮี๊ยร์ ออร์ยูอาร์ เอ สทิวดึนท์}

-          I’m a tourist. {อัม เอ เท้อริสท์}

 

ถึงตรงนี้เราอาจจะทวนคำพูดของเขาเพื่อแสดงให้เขารู้ว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เช่น Oh! You are a tourist. หรือสั้น ๆ ง่าย ๆ Oh! You are travelling. (คุณกำลังเดินทางท่องเที่ยว) ก็พอ จากนั้นเราก็ถามต่อได้ว่าเขามาจากไหน

 

-          Where are you from? {แวร์อาร์ยูฟร่อม}

-          I’m from England. {อัมฟรอมอิ๊งหลั่น}

-          Your country is beautiful. I’ve seen it on TV. {ยัวร์คันทรี่อิสบิ้วทิฟุล อัฟซีนอิทออนทีหวี่}

-          Thank you. Thailand is beautiful, too. {แธงกิ่ว ไท้หลั่นอิสบิ้วทิฟุล ทู่}

-          Yes, but it’s hot! Very HOT! {เยส บัทอิสฮอท เฝหรี่ ฮอท}

-          Oh, yeahhh!!! {โอ้ เย...}

 

ทีนี้ เราก็คงอยากรู้แล้วละสิ ว่าเขาไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างในเมืองไทย ถามไปเลยง่าย ๆ ว่Where did you go in Thailand? ทีนี้เขาก็จะตอบมาว่า I went to Chiengmai, Phuket and Samui. อย่างนี้เป็นต้น แล้วคำถามคลาสสิคก็ตามมาแน่นอน เพราะคนไทยชอบถามต่อว่า ชอบเมืองโน้นเมืองนี้ ที่นั่นที่นี่ไหม จะถามยังไงดีล่ะ Do you like Chiengmai? ไง จำให้แม่น แล้วก็เปลี่ยนชื่อเมืองข้างหลัง หรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ยังได้ เช่น Do you like Thai food, Thai girls หรือ Thai boys? ที่สำคัญ คำถามที่ขึ้นต้นด้วยกริยาช่วยอย่าง Do, does หรือ did เสียงท้ายประโยคต้องขึ้นสูง เพื่อให้รู้ว่าเป็นคำถาม

 

-          Do you like Chiengmai? {ดูยูไลค์เชียงมั๊ย} ออกเสียงเหมือน “เอามั๊ย”

-          Do you like Thai food? {ดูยูไลค์ไทฟ} ออกเสียงเหมือน “ฟึดฟัด” แต่ยาวกว่าหน่อย

 

ส่วนใหญ่ฝรั่งจะตอบ Yes, I like it. หรือ Yes, sure.เพื่อเอาใจเจ้าบ้านเสมอ ชอบจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ช่างเหอะ คุยกับฝรั่งได้ก็ดีแล้ว

 

ลองเอามารวมกันหน่อย แต่ประโยคแนะนำตัวคงไม่ต้องกล่าวซ้ำแล้ว

 

-          I’m a tourist. {อัม เอ เท้อริสท์}

-          Oh! You are a tourist. {โอ้ ยูอาร์เอเท้อริสท์} Where are you from? {แวร์อาร์ยูฟร่อม}

-          I’m from England. {อัมฟรอมอิ๊งหลั่น}

-          Your country is beautiful. I’ve seen it on TV. {ยัวร์คันทรี่อิสบิ้วทิฟุล อัฟซีนอิทออนทีหวี่}

-          Thank you. Thailand is beautiful, too. {แธงกิ่ว ไท้หลั่นอิสบิ้วทิฟุล ทู่}

-          Yes, but it’s hot! Very HOT! {เยส บัทอิสฮอท เฝหรี่ ฮอท}

-          Oh, yeahhh!!! {โอ้ เย...}

-          Where did you go in Thailand? {แวร์ดิดยูโกอินไท้หลั่น}

-          I went to Chiengmai, Pattaya and Phuket. {ไอเว้นทุเชียงมั๊ย พัททะหย๋า แอนท์ พูเก็ต} (ตรงนี้ให้ข้อสังเกตไว้นิดหนึ่งว่า เวลาฝรั่งพูดยังไม่จบประโยค จะไม่ค่อยลงเสียงต่ำ สังเกตจาก เชียงมั๊ยและพัททะหย๋า แล้วพอถึงเสียงสุดท้ายค่อยลงเสียงต่ำ “พูเก็ต” เพื่อบอกคนฟังว่าจบประโยคแล้วนะ แล้วเดี๋ยวจะขึ้นประโยคใหม่)

-          Do you like Chiengmai? {ดูยูไลค์เชียงมั๊ย}

-          Yes, sure! {เยส ชั่วร์} ออกเสียงเหมือน ชั่ว

 

แต่เวลาร่ำลา โอกาสที่จะเจอกันอีกคงเป็นไปได้ยาก แทนที่จะใช้ Hope to see you again. ก็เปลี่ยนมาอวยพรเขาแทน เช่น Have a nice trip. หรือจะให้หรูขึ้นมาอีกหน่อยก็บอกว่า Enjoy your stay in Thailand. ก็ได้

 

-          Well, I’ve got to go. Glad to meet you. Enjoy your stay in Thailand. {เวล อัฟก็อตทุโก แกลดทุมีททิว เอ็นจอยยัวร์สเตอินไท้หลั่น}

-          Thank you. Goodbye. {แธงกิ่ว กึดบาย}

 

 

 เป็นอันจบภาคปฏิบัติภาคแรก

 

ขอขอบคุณ และขออนุญาต Ajarn Apichart  Depuis นำบทความประกอบการเรียนภาษาต่างประเทศ มรส

 

 







dot
งานการเรียนการสอน:ผู้ช่วยศาสตราจารย์อร ขันธประดิษฐ์
dot
dot
  •  Cinema
dot
dot
  •  Music
dot




Copyright © 2011 All Rights Reserved.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อร ขันธประดิษฐ์
ที่อยู่ :  เลขที่ ๒๗๒ ตำบล :  ขุนทะเล อำเภอ : เมืองสุราษฎร์ธานี
จังหวัด : สุราษฎร์ธานี      รหัสไปรษณีย์ : ๘๔๑๐๐
เบอร์โทร :  ๐๗-๗๓๕๕-๔๖๖      มือถือ :  ๐๘๐-๓๘๘๕-๕๒๓
อีเมล : ornpradit32@asst-prof-orn-khunthapradit.info
เว็บไซต์ : http://asst-prof-orn-khunthapradit.info